ใครกันว๋า

วันพุธที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2556

Cloud Computing คืออะไร

 loud computing เป็นเทรนด์ใหม่ที่กำลังได้รับความสนใจจากหลายๆ ด้าน แม้ช่วงนี้จะอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนาด้านสถาปัตยกรรมระบบ แต่ถือว่าเป็นการตอบโจทย์ทั้งด้านความต้องการของผู้ใช้และทรัพยากรที่จำกัด เช่น ผู้ใช้งานระบบต้องการพื้นที่ในการเก็บข้อมูล ความเร็วในการประมวลผล และติดต่อลูกค้า Cloud computing จะเข้ามาทำการประมวลผลตามความต้องการทั้งเรื่องของพื้นที่ และสามารถจำกัดความเร็วในการประมวลผลให้ตรงความต้องการของผู้ใช้งานที่ร้อง ขอไป
   

  โดยให้คอมพิวเตอร์ที่ทำงานร่วมกัน เชื่อมโยงและแบ่งกันประมวลผล ซึ่งคอมพิวเตอร์ที่ร่วมประมวลผลหลายๆ เครื่องไม่จำเป็นต้องตั้งอยู่บริเวณเดียวกัน แต่เชื่อมต่อกันผ่านระบบเครือ-ข่ายแบบกริด (Grid) คอมพิวเตอร์ที่ประมวลผลในกลุ่มที่เราเรียกว่า Cloud นี้ อาจจะเป็นคอมพิวเตอร์ที่ไม่ได้มีระบบปฏิบัติการและทรัพยากรเหมือนกัน และหน้าจอของผู้ใช้งาน (User Interface) จะแสดงผลที่รวดเร็วตามความต้องการของระบบที่ร้องขอไป โดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องรู้ว่า เบื้องหลังนั้นระบบจะทำงานกันอย่างไร)หากมองย้อนกลับไป Cloud computing หรือการประมวลผลแบบกลุ่มเมฆนั้น เคยผ่านตาเรามาบ้างหรือไม่ ให้พิจารณาที่ Google Application ที่เห็นชัดเจนที่สุดคงจะเป็น Google Earth, Google Maps และ Google Docs ซึ่ง Google Earth หากเรา เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเมื่อไร เราสามารถชมภาพถ่ายดาวเทียมผ่าน Application ตัวนี้ ถัดมา Google Maps เป็น Platform Application ที่อำนวยความสะดวกในเรื่องการค้นหาสถานที่และลักษณะทางภูมิศาสตร์ ทั้งยังมี Feature ตั้งแต่การหาเส้นทาง หาตำแหน่งพิกัดที่ตั้งขององค์กร หรือสถานที่ที่เราต้องการ สุดท้าย Google Docs เป็น Application ที่จำลองโปรแกรมด้าน Office Platform โดยไม่ต้องติดตั้งซอฟต์แวร์ใดๆ
Application ทั้งหมดทำงานผ่าน Browser ตอบโจทย์ด้าน Cloud computing ได้ชัดเจนที่สุด ไม่ต้องเสียเวลาจัดสรรทรัพยากร ประหยัดงบบริษัทเพราะไม่ต้องหาซอฟต์แวร์ด้าน Office มารองรับ สามารถทำงานได้ใกล้เคียงกับซอฟต์แวร์ด้าน Office Platform มาตรฐานทีเดียว
หากพิจารณา Google Application ทั้งหลายแล้ว เป็นระบบที่ใหญ่และทำงานหนักพอสมควร แต่เวลาที่ประมวลผลใช้เวลาน้อยนิด ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องติดตั้งอะไรมากมายนอกจาก Browser มาตรฐานที่เราใช้กันเป็นประจำ ผนวกกับเทคโนโลยี Web 2.0 ทำให้ระบบจัดสรรผู้ใช้งานในปริมาณมาก ไม่เกิดช่องว่างระหว่างการประมวลผล ขยายผู้ใช้งานได้เรื่อยๆ หากเกิดความต้องการในการใช้ระบบหรือที่เรียกว่า Scalability
ข้อดีในส่วนนี้ ทำให้แยกการทำงานของผู้ใช้ และการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ ที่ร่วมประมวลผลผ่านเครือข่าย Cloud อย่างชัดเจน การแสดงผลที่ปรากฏจึงดูเสถียรและมีประสิทธิภาพ
Cloud computing จะเป็น Business Model ที่ยอมรับจากหลายบริษัท เพราะนอกจาก Application ที่จำลองการทำงานของซอฟต์แวร์ขนาดใหญ่ (Virtualized) แล้วในต่างประเทศยังมีหลากหลายองค์กรที่พยายามหรือทำการพัฒนาระบบปฏิบัติการ เสมือน หรือระบบจำลอง Operating System ซึ่งเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่รองรับธุรกิจ
กลุ่มเป้าหมายที่เห็นได้ชัด คือกลุ่มธุรกิจขนาดย่อมที่มีทุนไม่มากนักในการติดตั้งระบบปฏิบัติการ ตัวอย่างการจำลองระบบปฏิบัติการ ที่สามารถยกตัวอย่างให้เห็นภาพได้ดีที่สุด น่าจะเป็น Open Source ตัวหนึ่งที่มีชื่อว่า EyeOs ซึ่งเป็นระบบ Web Base Operating System ซึ่งมีหน้าจอการทำงานที่ใกล้เคียงระบบปฏิบัติการหลักๆ อย่าง Microsoft Windows หรือ Linux เลยทีเดียว
โดยคุณสมบัติการทำงานของ EyeOs นั้นจำลองความสามารถทุกอย่างที่ระบบปฏิบัติการมาตรฐานมี ตั้งแต่การ Upload รูปภาพไปไว้บนหน้าจอ Desktop ของ EyeOs เล่น Game และ Chat ผ่านเครือข่ายกับกลุ่มเพื่อน สร้าง Document ผ่าน Text Editor  บนระบบ สามารถเปิด Browser ภายใน EyeOs ผ่าน Browser อีกที และที่สำคัญลูกเล่นที่น่าสนใจ คือมีระบบ FTP (File Transfer Protocol) อย่างง่ายในตัว สามารถเชื่อมต่อและ Upload ไฟล์งานที่แก้ไข โดยไม่ต้องเสียเวลาเปิดโปรแกรมบนเครื่องของเรา
หากต้องการทดลองระบบปฏิบัติการผ่าน Browser ตัวนี้สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ http://eyeos.orgหรือผู้เขียนได้ติดตั้งไว้ให้ทดสอบที่ http://space.daydev.com
ใน อนาคตอันใกล้ หาก Cloud computing เป็นที่ยอมรับเมื่อใดแล้ว เทรนด์ของเทคโนโลยีในชีวิตประจำวันของเราจะเปลี่ยนไป ไม่แน่ในวันข้างหน้าเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราอาจจะเหลือแค่ Browser เพียงโปรแกรมเดียว และระบบปฏิบัติการที่เราใช้งานกันนั้นอาจจะย้ายไปประมวลผลผ่านเครือข่าย Cloud เมื่อนั้นทุกอย่างที่เราคุ้นเคยในชีวิตประจำวันจะเข้าสู่คำว่า Online อย่างแท้จริง

เทคโนโลยี DLNA คืออะไร

admin's picture
DLNA มาจากคำว่า Digital Living Network Alliance  ซึ่งถ้าจะให้แปลเป็นไทยแบบเข้าใจง่ายก็คือ " พันธมิตรเครื่อข่ายระบบดิจิตอลภายในที่พักอาศัย" โดยจะใช้งานได้นั้นอุปกรณ์จะต้องมีเครื่องหมาย DLNA ติดอยู่เพื่อระบุว่าสามารถใช้งานเทคโนโลยีนี้ได้
เทคโนโลยี DLNA  นี้ เกิดขึ้นเมื่อปี 2003 ก่อตั้งโดยค่าย SONY นี้เอง  ปัจจุบันนี้มีสมาชิก  245 ราย รวมทั้งแบรนด์ดังหลายแบรนด์ เช่น  ACCESS, AT&T Labs, Awox, Broadcom, Cisco Systems, Comcast, DIRECTV, Dolby Laboratories, Ericsson, Hewlett-Packard, Huawei, Intel, LG Electronics, Microsoft, Motorola, Nokia, Panasonic, Promise Technology, Qualcomm, Samsung Electronics, Sharp Corporation, Sony Electronics, Technicolor, and Verizon.และอีกหลายราย ซึ่งทีวีสมัยใหม่และอุปกรณ์อื่นๆเช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ กล้องดิจิตอล กล้องวีดีโอ ในสเปคกลางถึงสูง ก็จะมีเทคโนโลยีนี้ติดตัวมาด้วยทั้งนั้น ซึ่งก็รวมถึง Samsung  ที่ใช้ชื่อว่า  Allshare  และ LG ก็ใช้อีกชื่อคือ Smart Share ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเดียวกันกับมาตรฐานกลางคือ DLNA แม้จะคนละแบรนด์ แต่ก็ยังสามารถส่งถึงกันได้
ประโยชน์ของ DLNA นี้คือสามารถส่งภาพ ส่งวีดีโอขึ้นทีวีสำหรับการนำเสนอได้ง่ายๆผ่านทาง Wi-Fi ได้เลย ไม่ต้องต่อสายพวก VGA ติดกับคอม หรือสาย Analogเชื่อมกับตัวเครื่องเล่นให้วุ่นวาย และทำให้รกรุงรัง แน่นอนว่าทำให้การสร้าง home network ทำได้ง่ายดาย หลายๆคนก็นำมาทำเป็น media center โดยใข้คอมพิวเตอร์ส่งภาพ วีดีโอ หรือดูหนังได้บนจอทีวีใหญ่ๆ ผ่านทาง DLNA นี้ แต่ถ้าเราจะได้ใช้เทคโนโลยี DLNA …smart TV และ มือถือ หรืออุปกรณ์ที่ต้องการจะส่งภาพ ส่งวีดีโอขึ้นทีวี แบบไร้สายนี้ จะต้องรองรับเทคโนโลยี DLNA ด้วยกัน โดยวิธีสังเกตอย่างง่ายๆ  คือดูที่กล่องหรือตัวเครื่องว่ามีสัญลักษณ์ DLNA หรือไม่ และ ทั้ง smart TV และมือถือ หรือ Tablet  หรือ คอมพิวเตอร์นั้นๆ จะต้องเชื่อมต่ออยู่ในวง  Wi-Fi เดียวกันกับทีวีด้วย
อุปกรณ์ที่รองรับ DLNA มีสองโหมด คือ โหมดสำหรับเป็น Server ให้ อุปกรณ์ชิ้นอื่นๆเล่นไฟล์จากตัวเรา กับอีกโหมดคือเอาอุปกรณ์ที่ถืออยู่เล่นไฟล์จากเครืองอื่นๆ  อาจจะดูงงๆ พูดอีกทีก็คือเป็นผู้เล่น หรือเป็นผู้แชร์นั่นเอง แถมอีกอันที่ลึกซึ้งหน่อยคือ สามารถเป็นตัวควบคุมให้อุปกรณ์อีกตัวเล่นไฟล์ที่อยู่บนอุปกรณ์อื่นอีกที .. เป็นไงล่ะ งงกันเลยทีเดียว
ซึ่งเท่าที่ลองมา พบว่าอุปกรณ์ส่วนใหญ่จะทำตัวเองเป็นได้ทั้งตัวเล่นไฟล์และตัวแชร์ไฟล์ เช่น TV สามารถเลือกไฟล์หนังจาก Network Storage มาเล่นได้ ในขณะเดียวกัน TV เองก็สามารถแชร์ไฟล์รายการที่อัดไว้(ถ้ามี) ให้กับ Notebook หรือมือถือเอาไปเล่นต่อได้เช่นกัน
ตามทฤษฏี DLNA สามารถเป็นได้ 4 โหมด คือ
DMC (Digital Media Controllers) : อุปกรณ์ควบคุมการเล่นและดึงไฟล์ Media จาก Server (DMS)
DMS (Digital Media Servers) : ทำอุปกรณ์ของตัวเองเป็นที่เก็บไฟล์ต่างๆ (Server) ให้อุปกรณ์ตัวอื่นดึงไฟล์ของเราไปใช้งานได้
DMR (Digital Media Renderers) : มีอุปกรณ์ (DMC) มาควบคุมเราในการใช้งานตัวอย่างเช่น ทีวี, รับเสียง / วิดีโอแสดงภาพและลำโพงระยะไกล สำหรับการฟังเพลง
DMP (Digital Media Players) : อุปกรณ์ของเราเป็นตัวดึงข้อมูลจาก Server (DMS) เพื่อมาแสดงผลได้แก่ โทรทัศน์ สเตอริโอ home theater จอภาพแบบไร้สาย และเกมคอนโซล
ที่มา : sites.google.com , nb-today.blogspot.com

วันเสาร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2556

dlna

สวัสดีครับพี่ๆ น้องๆ ชาว Droidsans ทุกคน วันนี้ผมจะมารีวิวกันแบบถึงพริกถึงขิงกันไปเลยกับเทคโนโลยี DLNA หรือ Digital Living Network Alliance นั่นเอง
มาทำความรู้จักกับ DLNA กันสักนิดก่อนนะครับว่ามันคืออะไร เจ้า DLNA หรือ  Digital Living Network Alliance ถ้าแปลตามตัวแล้วมันหมายความว่า พันธมิตรเครื่อข่ายระบบดิจิตอลภายในที่พักอาศัย งงมั๊ยหล่ะ งงหล่ะสิ ผมก็งง
ถ้าอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ DLNA ก็คือ เทคโนโลยีที่รองรับอุปกรณ์ต่างๆ ที่มีเครื่องหมาย DLNA ติดอยู่สามารถเชื่อมต่อถึงกันและทำงานร่วมกันได้โดยสร้างเป็นเครือข่ายย่อมๆ ขึ้นมาภายในบ้านเพื่อใช้แชร์ไฟล์หรือดึงไฟล์มาใช้งานภายในเครือข่ายย่อมๆ นั้นนั่นเอง เช่นการแชร์ไฟล์จากโทรศัพท์ไปแสดงบนทีวี หรือทีวีทำการรีโมทแล้วดึงไฟล์มาจากโทรศัพท์มาแสดงบนตัวเอง เป็นต้น
อุปกรณ์ที่มีเทคโนโลยี DLNA นั้นจะทำงานอยู่ 2 สถานะหลักๆ ที่ใช้เป็นประจำคือเป็น ผู้แชร์ไฟล์ให้คนอื่น(DMS) หรือเป็นผู้เล่นไฟล์จากเครื่องอื่น(DMP) แต่ที่น่าสนใจคืออุปกรณ์นั้นสามารถที่จะอยู่ใน 2 สถานะนี้ได้ในเวลาเดียวกัน คือทั้งแชร์ให้คนอื่นและดึงคนอื่นมาเล่นได้ในเวลาเดียวกันว่างั้นเถอะ 
แต่สุดท้ายแล้วตามทฤษฎีที่เค้าว่าไว้ จริงๆ แล้วเจ้า DLNA เนี่ยมันมีอยู่ 4 โหมดหลักๆ ก็คือ
Digital media servers (DMS) - ทำตัวเองเป็น Server ที่แชร์ให้ชาวบ้านมาดึงไฟล์ไป
Digital media players (DMP) - ทำตัวเองเป็น Player ที่ไปดึงไฟล์ชาวบ้านเค้ามา
Digital media controllers (DMC) - ทำตัวเองเป็นนายคน ดึงไฟล์จากเครื่องนึง แล้วไปแสดงผลอีกเครื่องนึง
Digital media renderers (DMR) - ทำตัวเป็นนักแสดงที่ดี DMS โยนอะไรไปให้หรือ DMC ดึงอะไรจาก DMS มาให้ ก็จะแสดงไปตามนั้น (โหมดที่ตัวเองกลายเป็นผู้แสดงผลภาพ, เสียงหรือวีดีโอจากเครื่องอื่น)
DLNA ไม่ใช่มีเฉพาะใน Smartphone ของ Samsung และใช้ได้เฉพาะ Smasung เท่านั้นนะครับ HTC LG Sony ก็สามารถใช้ความสามารถนี้ได้เช่นกันเพราะอุปกรณ์ต่างๆ ของผู้ผลิตเหล่านั้นก็มีเทคโนโลยี DLNA รวมอยู่ด้วยเช่นกัน แต่อาจจะเรียกด้วยชื่อที่แตกต่างกันออกไป หรือถ้าเป็น Android ก็สามารถใช้งานผ่านโปรแกรม iMediaShare หรือ skifta แทนก็ได้ครับ (ขอบคุณข้อมูลจากคุณ e-a-k และคุณ wanball ครับ)
ตัวอย่างเช่น มือถือจะส่งไฟล์ไปยังทีวี ให้ทีวีแสดงผล แสดงว่ามือถือเป็น DMS และ TV เป็น DMR หรือ ทีวีทำการดึงไฟล์จากมือถือมาเพื่อเล่นบนทีวีเอง แบบนี้มือถือก็จะกลายเป็น DMS และ TV ก็จะกลายเป็น DMP แทน เป็นต้น
จบกันไปแล้วสำหรับทฤษฎี(ต้องบอกว่าพอกันทีมากกว่า) ต่อไปมาถึง Review จริงๆ สักที ถ้าว่ากันจริงๆ แล้ว DLNA สามารถทำได้ทั้งมือถือกับคอม, มือถือกับทีวี และคอมกับทีวี แต่ครั้งนี้เราจะมาเน้นไปที่ มือถือกับทีวี นะครับ เพราะเราจะเอามาใช้งานคู่กับ Samsung Galaxy SII และคิดว่าคงได้ใช้กับทีวีมากกว่า อุปกรณ์ที่ใช้ในการ Review ในครั้งนี้มีดังนี้ครับ
1. Samsung LED TV 42" Series 7 (เริ่มตั้งแต่ Sereis 5 แต่ไม่ทุกรุ่นนะครับ ถ้าตั้งแต่ Series 7 ขึ้นไปจะมี DLNA มาด้วยทุกรุ่นครับ)
2. Samsung Galaxy SII GT-i9100
3. Samsung Galaxy SII GT-i9100T
4. Samsung Galaxy S GT-i9000
5. Speaker Creative Gigaworks T40
6. Router TP-Link + RJ45[/P]
ขอขยายความและแจกแจงหน้าที่ของอุปกรณ์เพื่อความเข้าใจตรงกันเวลาอ่าน Review และดู Video นะครับ
- Samsung LED TV 42" Series 7 ตัวนี้ทำหน้าที่เป็น DMP และ DMR ครับ
- Samsung Galaxy Series ทั้งหมดทำหน้าที่เป็น DMS, DMC และ DMP ครับ
ก่อนอื่นใดต้องให้มือถือของเราทำการเชื่อมต่อ WiFi เข้ากับ Router ที่บ้านก่อนนะครับ รวมถึง TV ก็ต้องเสียบสายแลนที่หลังเครื่องด้วยนะ มาถึงขั้นตอนแรกกันเลย ให้เราเข้าไปที่หน้าเมนูของเราก่อน แล้วหาเจ้า All Share ให้เจอ เพราะในมือถือเรา เจ้า All Share นี่แหละครับคือโปรแกรมในการเชื่อมต่อ DLNA ในบ้านเข้ากับมือถือเรา
เมื่อหาเจอแล้วก็กดเข้าไปเลยครับ ตัวเครื่องจะทำการอ่านไฟล์ในเครื่องเราสักพักหนึ่ง โดยจะขึ้นเป็นรูปวงกลม และเมื่ออ่านเสร็จเรียบร้อยแล้วก็จะขึ้นเป็นรูปลูกศรครับ
จากนั้นก็อยู่ที่เราเลือกแล้วว่าต้องการที่จะทำอะไร เริ่มที่อย่างแรกก่อนเลยคือการแชร์ไฟล์จากเครื่องเราเอง(ทำตัวเป็น DMS) ไปแสดงบนทีวี(ทำตัวเป็น DMR) เราก็กดเลือกโหมดที่ต้องการ ในที่นี่ผมเลือก Video นะครับ
จากนั้นก็จะปรากฎไฟล์วีดีโอในเครื่องของเราขึ้นมา อยากดูไฟล์ไหนก็จิ้มลงไปเลยครับ แล้วมันจะเด้งหน้าจอขึ้นมาถามว่าต้องการไปแสดงบน DMR ตัวไหน ก็เลือกที่ TV ไปเลยครับ แล้วรอสักครู่มันจะทำการ Buffer ไฟล์ของเรา เมื่อเสร็จแล้วเราก็จะได้ดูหนังสมใจหล่ะครับ
ถ้าเราเข้ามาในไฟล์ของเครื่องเราแล้วเราสามารถที่จะเลือก Upload ไฟล์นั้นไปยังเครื่องอื่นได้ด้วยนะครับ โดยกดค้างที่ไฟล์แล้วจะมีเมนูเด้งขึ้นมาให้เลือกระหว่าง Upload กับดูรายละเอียดไฟล์ครับ Wink
หรือถ้าต้องการที่จะดูไฟล์ของเครื่องอื่น(ทำตัวเป็น DMS) โดยการรีโมทเข้าไปเครื่องอื่นแล้วเลือกมาดูบนเครื่องของเรา(ทำตัวเป็น DMP) ก็สามารถทำได้ครับโดยการเลือกเข้าไปที่ Remote Device ในหน้าแรกของ All Share นั่นเอง
หลังจากนั้นก็เลือก Device ที่ต้องการดึงไฟล์มาเลยครับ ซึ่งเราสามารถดูรายละเอียดเครื่องนั้นพร้อม IP ได้โดยการกดค้างแล้วเลือก Detail ครับ B-)

จากนั้นก็เหมือนเดิมครับ เลือกประเทภของไฟล์ แล้วเลือกไฟล์ที่ต้องการจะดูได้เลย แต่พอกดเลือกปุ๊บคราวนี้มันจะถามเลยครับว่าจะเล่นบนเครื่องเราเอง(ทำตัวเป็น DMP) หรือจะไปเล่นบนอุปกรณ์อื่นซึ่งในที่นี้คือ TV (ตัวเครื่องเราจะกลายเป็นย DMC ทันที และ TV ก็จะกลายเป็น DMR ไปโดยปริยาย) อยากดูบนเครื่องหรือทีวีก็เลือกเอาได้เลยครับ
หรือถ้าอยาก Download ไฟล์นั้นมาเก็บไว้ที่เครื่องเราเลยก็ได้นะครับ เผื่อติดใจอยากเอาไว้ดูทีหลังก็กดค้างที่ไฟล์ที่ต้องการแล้วกดเลือก Download ครับผม Smile
ก็จบไปเรียบร้อยนะครับสำหรับการรีวิวเข้าใช้งานง่ายๆ ต่อไปก็จะมาถึง Review Video
Video Review ครั้งนี้ผมถ่ายทำด้วย iPhone4 ความละเอียดระดับ 720p โดยถ่ายด้วยตัวเองแล้วก็ Review ไปด้วย เพราะฉะนั้นภาพอาจจะสั่นไหวและไม่นิ่งนะครับ ก็ขออภัยด้วย แต่ช่วงจังหวะไหนที่บังคับให้นิ่งได้ก็พยายามให้นิ่งมากที่สุดครับ
ใน Video ผมจะพูดไว้ค่อยข้างจะละเอียดมาก จะเน้นปฏิบัติ ไม่พูดเน้นทฤษฎีนะครับ อะไรม่มีในรีวิวที่เขียนก็หาดูได้ในวีดีโอเลย ซึ่งหลักๆ แล้วจะรีวิว 3 เรื่องหลักๆ คือ ดึงไฟล์ แชร์ไฟล์ และควบคุม แต่ผมจะทำการรีวิวแบ่งย่อยให้เห็นลักษณะเด่นชัดเจนขึ้นเป็น 5 รูปแบบคือ
1. ให้ TV ทำการดึงไฟล์มาจากมือถือขึ้นมาแสดงบนตัวเครื่อง (TV เป็น DMP และมือถือเป็น DMS)
2. ให้ Galaxy S เป็น DMS แค่ตัวเดียว แล้วให้ TV แลพ Samsaung Galaxy S2 ที่เหลืออีก 2 ตัวรวมเป็น 3 ตัว ทำตัวเป็น DMP พร้อมๆ กันทั้ง 3 เครื่อง
3. ทำการแชร์ไฟล์และดึงไฟล์กันเป็นแบบลูกโซ่ ดึงไฟล์ต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆ คือให้ TV อยู่ในสถานะของ DMP ไปดึงไฟล์จากมือถือ และมือถือที่เหลือทั้ง 3 เครื่องก็ดึงไฟล์ต่อกันไปตามลำดับ ที่ทำแบบนี้เนื่องจากอยากจะให้เห็นการทำงานของตัว Galaxy ที่ทำทำตัวเป็น DMS และ DMP ไปในเวลาเดียวกันพร้อมกันทั้ง 3 เครื่อง
ทั้ง 3 ข้ออยู่ในวีดีโอช่วงแรก Part 1-1 และ Part 1-2 ด้านล่างนี้แล้ว เป็น 720p นะครับ ชัดสะใจ

4. ให้ตัวเครื่งมือถือทำการแชร์ข้อมูลในเครื่องตัวเองไปแสดงผลบนจอทีวี (มือถือทำตัวเป็น DMS และให้ TV ทำตัวเป็น DMR เพื่อแสดงผล)
5. สุดท้าย ให้มือถือเครื่องนึง ทำการดึงไฟล์จากมือถืออีกเครื่องนึงแล้วไปแสดงผลบน TV (มือถือเครื่องแรกทำตัวเป็น DMC มือถือตัวที่สองทำตัวเป็น DMS และ TV ทำตัวเป็น DMR)
2 ข้อสุดท้ายอยู่ในวีดีโอ Part 2 นี้แล้วจ้า 720p เหมือนกันจ้า 
ก็จบไปแล้วนะครับสำหรับรีวิว DLNA ในครั้งนี้ ตัวอู๋เองก็ขออภัยด้วยสำหรับ
- Video ที่มือไม่นิ่งนักซึ่งอาจจะทำให้บางท่านปวดตาได้ (แต่ผมอยากให้ดูให้จบนะ )
- คำพูดทับศัพท์และการเปรียบเทียบที่อาจจะยากเกินความเข้าใจเกินไป อาจจะทำให้บางท่านต้องอ่านหลายรอบจึงจะเข้าใจ แต่ผมอยากจะอธิบายให้ละเอียดเพื่อทุกท่านจะได้เข้าใจถึงระบบ DLNA แต่ละโหมดและการทำงานอย่างแท้จริง ถ้าไม่เข้าใจตรงไหนถามผมได้เลยทันทีครับ
สุดท้ายอู๋ขอขอบคุณ
-  เว็บ droidsans ที่เอื้อเฟื้อสถานที่ในการรีวิวและสิงสู่ของอู๋ในครั้งนี้ครับ
- ข้อมูล DLNA จาก http://ikaew.com/what-is-dlna/ และ http://nb-today.blogspot.com/2010/05/dlna.html ครับ
- ขอบคุณพี่ไม, พี่เรย์และพี่โค้กที่เขี่ยวเข็ญ(ให้ทำ)จนอู๋คลอดรีวิวอันนี้ออกมาได้ครับ
- ขอบคุณเจ้จิ๊ด แม่บ้านผู้น่ารักที่คอยดูแลชาวคลับและยังคอยแก้ไขบทความให้ครับ
- และสุดท้าย ขอบคุณพี่ๆ น้องๆ ชาว Droidsans ทุกคนที่คอยให้กำลังใจผมจากรีวิวที่แล้วและหวังว่ารีวิวนี้คงทำให้ชาว Droidsans มีความสุขและได้ประโยชน์กันไปไม่มากก็น้อย

dlna

สวัสดีครับพี่ๆ น้องๆ ชาว Droidsans ทุกคน วันนี้ผมจะมารีวิวกันแบบถึงพริกถึงขิงกันไปเลยกับเทคโนโลยี DLNA หรือ Digital Living Network Alliance นั่นเอง
มาทำความรู้จักกับ DLNA กันสักนิดก่อนนะครับว่ามันคืออะไร เจ้า DLNA หรือ  Digital Living Network Alliance ถ้าแปลตามตัวแล้วมันหมายความว่า พันธมิตรเครื่อข่ายระบบดิจิตอลภายในที่พักอาศัย งงมั๊ยหล่ะ งงหล่ะสิ ผมก็งง
ถ้าอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ DLNA ก็คือ เทคโนโลยีที่รองรับอุปกรณ์ต่างๆ ที่มีเครื่องหมาย DLNA ติดอยู่สามารถเชื่อมต่อถึงกันและทำงานร่วมกันได้โดยสร้างเป็นเครือข่ายย่อมๆ ขึ้นมาภายในบ้านเพื่อใช้แชร์ไฟล์หรือดึงไฟล์มาใช้งานภายในเครือข่ายย่อมๆ นั้นนั่นเอง เช่นการแชร์ไฟล์จากโทรศัพท์ไปแสดงบนทีวี หรือทีวีทำการรีโมทแล้วดึงไฟล์มาจากโทรศัพท์มาแสดงบนตัวเอง เป็นต้น
อุปกรณ์ที่มีเทคโนโลยี DLNA นั้นจะทำงานอยู่ 2 สถานะหลักๆ ที่ใช้เป็นประจำคือเป็น ผู้แชร์ไฟล์ให้คนอื่น(DMS) หรือเป็นผู้เล่นไฟล์จากเครื่องอื่น(DMP) แต่ที่น่าสนใจคืออุปกรณ์นั้นสามารถที่จะอยู่ใน 2 สถานะนี้ได้ในเวลาเดียวกัน คือทั้งแชร์ให้คนอื่นและดึงคนอื่นมาเล่นได้ในเวลาเดียวกันว่างั้นเถอะ 
แต่สุดท้ายแล้วตามทฤษฎีที่เค้าว่าไว้ จริงๆ แล้วเจ้า DLNA เนี่ยมันมีอยู่ 4 โหมดหลักๆ ก็คือ
Digital media servers (DMS) - ทำตัวเองเป็น Server ที่แชร์ให้ชาวบ้านมาดึงไฟล์ไป
Digital media players (DMP) - ทำตัวเองเป็น Player ที่ไปดึงไฟล์ชาวบ้านเค้ามา
Digital media controllers (DMC) - ทำตัวเองเป็นนายคน ดึงไฟล์จากเครื่องนึง แล้วไปแสดงผลอีกเครื่องนึง
Digital media renderers (DMR) - ทำตัวเป็นนักแสดงที่ดี DMS โยนอะไรไปให้หรือ DMC ดึงอะไรจาก DMS มาให้ ก็จะแสดงไปตามนั้น (โหมดที่ตัวเองกลายเป็นผู้แสดงผลภาพ, เสียงหรือวีดีโอจากเครื่องอื่น)
DLNA ไม่ใช่มีเฉพาะใน Smartphone ของ Samsung และใช้ได้เฉพาะ Smasung เท่านั้นนะครับ HTC LG Sony ก็สามารถใช้ความสามารถนี้ได้เช่นกันเพราะอุปกรณ์ต่างๆ ของผู้ผลิตเหล่านั้นก็มีเทคโนโลยี DLNA รวมอยู่ด้วยเช่นกัน แต่อาจจะเรียกด้วยชื่อที่แตกต่างกันออกไป หรือถ้าเป็น Android ก็สามารถใช้งานผ่านโปรแกรม iMediaShare หรือ skifta แทนก็ได้ครับ (ขอบคุณข้อมูลจากคุณ e-a-k และคุณ wanball ครับ)
ตัวอย่างเช่น มือถือจะส่งไฟล์ไปยังทีวี ให้ทีวีแสดงผล แสดงว่ามือถือเป็น DMS และ TV เป็น DMR หรือ ทีวีทำการดึงไฟล์จากมือถือมาเพื่อเล่นบนทีวีเอง แบบนี้มือถือก็จะกลายเป็น DMS และ TV ก็จะกลายเป็น DMP แทน เป็นต้น
จบกันไปแล้วสำหรับทฤษฎี(ต้องบอกว่าพอกันทีมากกว่า) ต่อไปมาถึง Review จริงๆ สักที ถ้าว่ากันจริงๆ แล้ว DLNA สามารถทำได้ทั้งมือถือกับคอม, มือถือกับทีวี และคอมกับทีวี แต่ครั้งนี้เราจะมาเน้นไปที่ มือถือกับทีวี นะครับ เพราะเราจะเอามาใช้งานคู่กับ Samsung Galaxy SII และคิดว่าคงได้ใช้กับทีวีมากกว่า อุปกรณ์ที่ใช้ในการ Review ในครั้งนี้มีดังนี้ครับ
1. Samsung LED TV 42" Series 7 (เริ่มตั้งแต่ Sereis 5 แต่ไม่ทุกรุ่นนะครับ ถ้าตั้งแต่ Series 7 ขึ้นไปจะมี DLNA มาด้วยทุกรุ่นครับ)
2. Samsung Galaxy SII GT-i9100
3. Samsung Galaxy SII GT-i9100T
4. Samsung Galaxy S GT-i9000
5. Speaker Creative Gigaworks T40
6. Router TP-Link + RJ45[/P]
ขอขยายความและแจกแจงหน้าที่ของอุปกรณ์เพื่อความเข้าใจตรงกันเวลาอ่าน Review และดู Video นะครับ
- Samsung LED TV 42" Series 7 ตัวนี้ทำหน้าที่เป็น DMP และ DMR ครับ
- Samsung Galaxy Series ทั้งหมดทำหน้าที่เป็น DMS, DMC และ DMP ครับ
ก่อนอื่นใดต้องให้มือถือของเราทำการเชื่อมต่อ WiFi เข้ากับ Router ที่บ้านก่อนนะครับ รวมถึง TV ก็ต้องเสียบสายแลนที่หลังเครื่องด้วยนะ มาถึงขั้นตอนแรกกันเลย ให้เราเข้าไปที่หน้าเมนูของเราก่อน แล้วหาเจ้า All Share ให้เจอ เพราะในมือถือเรา เจ้า All Share นี่แหละครับคือโปรแกรมในการเชื่อมต่อ DLNA ในบ้านเข้ากับมือถือเรา
เมื่อหาเจอแล้วก็กดเข้าไปเลยครับ ตัวเครื่องจะทำการอ่านไฟล์ในเครื่องเราสักพักหนึ่ง โดยจะขึ้นเป็นรูปวงกลม และเมื่ออ่านเสร็จเรียบร้อยแล้วก็จะขึ้นเป็นรูปลูกศรครับ
จากนั้นก็อยู่ที่เราเลือกแล้วว่าต้องการที่จะทำอะไร เริ่มที่อย่างแรกก่อนเลยคือการแชร์ไฟล์จากเครื่องเราเอง(ทำตัวเป็น DMS) ไปแสดงบนทีวี(ทำตัวเป็น DMR) เราก็กดเลือกโหมดที่ต้องการ ในที่นี่ผมเลือก Video นะครับ
จากนั้นก็จะปรากฎไฟล์วีดีโอในเครื่องของเราขึ้นมา อยากดูไฟล์ไหนก็จิ้มลงไปเลยครับ แล้วมันจะเด้งหน้าจอขึ้นมาถามว่าต้องการไปแสดงบน DMR ตัวไหน ก็เลือกที่ TV ไปเลยครับ แล้วรอสักครู่มันจะทำการ Buffer ไฟล์ของเรา เมื่อเสร็จแล้วเราก็จะได้ดูหนังสมใจหล่ะครับ
ถ้าเราเข้ามาในไฟล์ของเครื่องเราแล้วเราสามารถที่จะเลือก Upload ไฟล์นั้นไปยังเครื่องอื่นได้ด้วยนะครับ โดยกดค้างที่ไฟล์แล้วจะมีเมนูเด้งขึ้นมาให้เลือกระหว่าง Upload กับดูรายละเอียดไฟล์ครับ Wink
หรือถ้าต้องการที่จะดูไฟล์ของเครื่องอื่น(ทำตัวเป็น DMS) โดยการรีโมทเข้าไปเครื่องอื่นแล้วเลือกมาดูบนเครื่องของเรา(ทำตัวเป็น DMP) ก็สามารถทำได้ครับโดยการเลือกเข้าไปที่ Remote Device ในหน้าแรกของ All Share นั่นเอง
หลังจากนั้นก็เลือก Device ที่ต้องการดึงไฟล์มาเลยครับ ซึ่งเราสามารถดูรายละเอียดเครื่องนั้นพร้อม IP ได้โดยการกดค้างแล้วเลือก Detail ครับ B-)

จากนั้นก็เหมือนเดิมครับ เลือกประเทภของไฟล์ แล้วเลือกไฟล์ที่ต้องการจะดูได้เลย แต่พอกดเลือกปุ๊บคราวนี้มันจะถามเลยครับว่าจะเล่นบนเครื่องเราเอง(ทำตัวเป็น DMP) หรือจะไปเล่นบนอุปกรณ์อื่นซึ่งในที่นี้คือ TV (ตัวเครื่องเราจะกลายเป็นย DMC ทันที และ TV ก็จะกลายเป็น DMR ไปโดยปริยาย) อยากดูบนเครื่องหรือทีวีก็เลือกเอาได้เลยครับ
หรือถ้าอยาก Download ไฟล์นั้นมาเก็บไว้ที่เครื่องเราเลยก็ได้นะครับ เผื่อติดใจอยากเอาไว้ดูทีหลังก็กดค้างที่ไฟล์ที่ต้องการแล้วกดเลือก Download ครับผม Smile
ก็จบไปเรียบร้อยนะครับสำหรับการรีวิวเข้าใช้งานง่ายๆ ต่อไปก็จะมาถึง Review Video
Video Review ครั้งนี้ผมถ่ายทำด้วย iPhone4 ความละเอียดระดับ 720p โดยถ่ายด้วยตัวเองแล้วก็ Review ไปด้วย เพราะฉะนั้นภาพอาจจะสั่นไหวและไม่นิ่งนะครับ ก็ขออภัยด้วย แต่ช่วงจังหวะไหนที่บังคับให้นิ่งได้ก็พยายามให้นิ่งมากที่สุดครับ
ใน Video ผมจะพูดไว้ค่อยข้างจะละเอียดมาก จะเน้นปฏิบัติ ไม่พูดเน้นทฤษฎีนะครับ อะไรม่มีในรีวิวที่เขียนก็หาดูได้ในวีดีโอเลย ซึ่งหลักๆ แล้วจะรีวิว 3 เรื่องหลักๆ คือ ดึงไฟล์ แชร์ไฟล์ และควบคุม แต่ผมจะทำการรีวิวแบ่งย่อยให้เห็นลักษณะเด่นชัดเจนขึ้นเป็น 5 รูปแบบคือ
1. ให้ TV ทำการดึงไฟล์มาจากมือถือขึ้นมาแสดงบนตัวเครื่อง (TV เป็น DMP และมือถือเป็น DMS)
2. ให้ Galaxy S เป็น DMS แค่ตัวเดียว แล้วให้ TV แลพ Samsaung Galaxy S2 ที่เหลืออีก 2 ตัวรวมเป็น 3 ตัว ทำตัวเป็น DMP พร้อมๆ กันทั้ง 3 เครื่อง
3. ทำการแชร์ไฟล์และดึงไฟล์กันเป็นแบบลูกโซ่ ดึงไฟล์ต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆ คือให้ TV อยู่ในสถานะของ DMP ไปดึงไฟล์จากมือถือ และมือถือที่เหลือทั้ง 3 เครื่องก็ดึงไฟล์ต่อกันไปตามลำดับ ที่ทำแบบนี้เนื่องจากอยากจะให้เห็นการทำงานของตัว Galaxy ที่ทำทำตัวเป็น DMS และ DMP ไปในเวลาเดียวกันพร้อมกันทั้ง 3 เครื่อง
ทั้ง 3 ข้ออยู่ในวีดีโอช่วงแรก Part 1-1 และ Part 1-2 ด้านล่างนี้แล้ว เป็น 720p นะครับ ชัดสะใจ

4. ให้ตัวเครื่งมือถือทำการแชร์ข้อมูลในเครื่องตัวเองไปแสดงผลบนจอทีวี (มือถือทำตัวเป็น DMS และให้ TV ทำตัวเป็น DMR เพื่อแสดงผล)
5. สุดท้าย ให้มือถือเครื่องนึง ทำการดึงไฟล์จากมือถืออีกเครื่องนึงแล้วไปแสดงผลบน TV (มือถือเครื่องแรกทำตัวเป็น DMC มือถือตัวที่สองทำตัวเป็น DMS และ TV ทำตัวเป็น DMR)
2 ข้อสุดท้ายอยู่ในวีดีโอ Part 2 นี้แล้วจ้า 720p เหมือนกันจ้า 
ก็จบไปแล้วนะครับสำหรับรีวิว DLNA ในครั้งนี้ ตัวอู๋เองก็ขออภัยด้วยสำหรับ
- Video ที่มือไม่นิ่งนักซึ่งอาจจะทำให้บางท่านปวดตาได้ (แต่ผมอยากให้ดูให้จบนะ )
- คำพูดทับศัพท์และการเปรียบเทียบที่อาจจะยากเกินความเข้าใจเกินไป อาจจะทำให้บางท่านต้องอ่านหลายรอบจึงจะเข้าใจ แต่ผมอยากจะอธิบายให้ละเอียดเพื่อทุกท่านจะได้เข้าใจถึงระบบ DLNA แต่ละโหมดและการทำงานอย่างแท้จริง ถ้าไม่เข้าใจตรงไหนถามผมได้เลยทันทีครับ
สุดท้ายอู๋ขอขอบคุณ
-  เว็บ droidsans ที่เอื้อเฟื้อสถานที่ในการรีวิวและสิงสู่ของอู๋ในครั้งนี้ครับ
- ข้อมูล DLNA จาก http://ikaew.com/what-is-dlna/ และ http://nb-today.blogspot.com/2010/05/dlna.html ครับ
- ขอบคุณพี่ไม, พี่เรย์และพี่โค้กที่เขี่ยวเข็ญ(ให้ทำ)จนอู๋คลอดรีวิวอันนี้ออกมาได้ครับ
- ขอบคุณเจ้จิ๊ด แม่บ้านผู้น่ารักที่คอยดูแลชาวคลับและยังคอยแก้ไขบทความให้ครับ
- และสุดท้าย ขอบคุณพี่ๆ น้องๆ ชาว Droidsans ทุกคนที่คอยให้กำลังใจผมจากรีวิวที่แล้วและหวังว่ารีวิวนี้คงทำให้ชาว Droidsans มีความสุขและได้ประโยชน์กันไปไม่มากก็น้อย